การจดทะเบียนหย่า (Ehescheidung)

การใช้นามสกุลหลังการสมรส และการหย่า

กฎหมายเยอรมันกำหนดทางเลือกในการใช้นามสกุลหลังแต่งงานไว้ดังนี้

1. ต่างฝ่ายยังคงใช้นามสกุลของตัวเอง บุตรที่เกิดมาก็ต้องตกลงกันว่าจะให้ใช้นามสกุลใคร

2. คู่สมรสทั้งสองตัดสินใจเลือกนามสกุลของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เป็นนามสกุลของคู่สมรสหลัง

แต่งงาน และบุตรที่เกิดมาก็จะใช้นามสกุลนี้ด้วย ในกรณีนี้ฝ่ายที่นามสกุลของตนเองไม่ใช่นามสกุลคู่สมรส ก็มีสิทธิที่จะพ่วงนามสกุลตนเองไว้ข้างหน้าหรือข้างหลังก็ได้เช่น ฝ่ายชายนามสกุล Müller

ฝ่ายหญิงนามสกุล Suksai ทั้งคู่เลือกนามสกุล Suksai เป็นนามสกุลหลังแต่งงาน คุณ Müller ต้องเปลี่ยนนามสกุลไปเป็น Suksai แต่สามารถที่จะพ่วงนามสกุล ตัวเองได้เช่น เป็น Suksai-Müller หรือ Müller-Suksai เป็นต้น

การตกลงกันเรื่องนามสกุลนี้จะทำเมื่อไปยื่นเรื่องขอจดทะเบียนสมรส และในวันที่จดทะเบียนก็จะมีการลงนามยืนยันอีกครั้ง และสิ่งที่พึงทราบในกรณีนี้คือ เมื่อได้ลงนามเกี่ยวกับการใช้นามสกุลไปแล้ว ตราบที่ยังสมรสกันอยู่ ทั้งคู่ต้องใช้นามสกุลนั้น จะขอเปลี่ยนแปลงไม่ได้ นามสกุลสมรส (Ehename) จะเปลี่ยนแปลงได้ก็ต่อเมื่อได้หย่าขาดจากกัน กรณีที่คนต่างชาติสมรสกับคนเยอรมันโดยทั่วไป การใช้นามสกุลของแต่ละคนเป็นไปตามกฎหมายของประเทศ ที่แต่ละคนมีสัญชาติอยู่ เช่น

คนไทยแต่งงานกับคนเยอรมัน คนไทยก็จะใช้นามสกุลตามกฎหมายไทย คนเยอรมันก็ใช้นามสกุลของเขาตามกฎหมายเยอรมัน แต่ในกรณีที่จดทะเบียนในเยอรมนีทั้งสองคนสามารถเลือกใช้กฎหมายเรื่องการใช้นามสกุลหลังแต่งงานได้และสามารถเลือกได้ตามทางเลือกข้างต้น แต่อย่างไรก็ตาม การเลือกใช้นามสกุลนั้นๆจะต้องไม่ขัดกับกฎหมายของประเทศตนเองด้วย เช่น ตามกฎหมายไทยคนไทยไม่สามารถเลือกใช้นามสกุลพ่วง (Doppelname) เนื่องจากกฎหมายไทยไม่ยินยอม

หลังหย่า

กฎหมายเยอรมันกล่าวไว้ว่า ทั้งคู่อาจจะใช้นามสกุลคู่สมรสที่ใช้ในระหว่างที่ยังสมรสกันอยู่ต่อไปก็ได้หรือฝ่ายที่เปลี่ยนนามสกุลไปใช้นามสกุลของอีกฝ่ายหนึ่งอาจกลับไปใช้นามสกุลของตนเองก็ได้

แต่สำหรับกฎหมายไทยนั้น กำหนดให้ฝ่ายซึ่งใช้ชื่อสกุลของอีกฝ่ายหนึ่งต้องกลับไปใช้ชื่อสกุลเดิมของตน เมื่อหย่าขาดจากกัน

การแยกกันอยู่อย่างเป็นทางการ

คือวันที่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดของคู่สมรสได้ออกจากบ้านที่เคยใช้ชีวิตคู่ร่วมกันไปอยู่ที่อื่นอย่างเป็นทางการ โดยการไปแจ้งย้ายเข้าในบ้านหลังใหม่เป็นต้น การที่ออกจากบ้านไปอยู่กับเพื่อนชั่วคราวโดยสาเหตุใดก็ตามไม่ถือว่าเป็นการแยกกันแบบเป็นทางการ

ในกรณีที่ไม่สามารถแยกออกไปหาที่อยู่ใหม่ได้ก็สามารถแยกกันอยู่โดยยังอยู่ภายในบ้านหลังเดียวกันได้เพียงแต่ต้องแยกกันโดยเด็ดขาดทั้งเรื่องกิน เรื่องนอนต้องแบ่งห้องกันอยู่อาหารการกินก็ต้องต่างคนต่างดูแลตัวเอง การแยกกันอยู่ไม่ใช่การหย่า หากต้องการจะหย่าต้องยื่นเรื่องต่อศาล

ข้อแนะนำ

ถ้าคุณแยกกับคู่สมรสเป็นทางการควรให้ทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายครอบครัวทำหลักฐานไว้ว่า ได้แยกกันอยู่กับคู่สมรสแล้ว เพราะจะเป็นผลดีหากต้องการหย่า ก็จะหย่าได้หลังจากที่แยกกันอยู่กับคู่สมรสแล้วอย่างน้อย 1 ปีหากมีบุตรด้วยกัน เมื่อต้องการแยกออกจากบ้านควรนำบุตรไปด้วย มิฉะนั้นอาจจะเสียเปรียบในการพิจารณาเรื่องอำนาจปกครองบุตรในภายหลัง

การหย่าและสิทธิหลังหย่า (Scheidung und Rechte der geschiedenen Ehepartner nach der Scheidung)

การหย่าตามกฎหมายเยอรมันต่างจากการหย่าตามกฎหมายไทย คือจะมีผลต่อเมื่อมีคำพิพากษาจากศาลให้หย่าจากกันเท่านั้น ศาลจะมีคำสั่งให้หย่า เมื่อได้พิจารณาเห็นว่า ชีวิตสมรสล้มเหลวหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายไม่ต้องการจะกลับมาใช้ชีวิตคู่ร่วมกันอีกต่อไป แต่จะไม่พิจารณาว่าใครผิดใครถูก

เงื่อนไขการหย่า

คู่สมรสต้องแยกกันอยู่อย่างเป็นทางการมาแล้วอย่างน้อย 1 ปีแต่อาจยื่นเรื่องก่อนแยกกันอยู่ครบ 1 ปีก็ได้แต่จะหย่าได้เมื่อแยกกันอยู่ครบ 1 ปีเท่านั้น ในการหย่าศาลจะพิจารณาเรื่องดังต่อไปนี้

  • การปรับเปรียบเทียบเงินค่าเลี้ยงชีพในวัยชรา (Versorgungsausgleich) คือ การพิจารณาว่า ได้จ่ายเบี้ยประกันสะสมระหว่างที่อยู่ด้วยกันไว้เท่าไรหาค่าแตกต่างของจำนวนเบี้ยประกันสะสมของแต่ละฝ่ายในระหว่างสมรสแล้วนำค่าแตกต่างมาแบ่งครึ่ง ผู้ที่มีเบี้ยประกันสะสมมากกว่า จะเป็นผู้ปรับให้
  • การแบ่งสินสมรส (Zugewinnausgleich)
  • การแบ่งเครื่องใช้ในครัวเรือน
  • ที่อยู่อาศัย ถ้าตกลงกันไม่ได้ต้องให้ศาลสั่ง ฝ่ายที่ดูแลบุตรมักจะได้สิทธิให้ได้อยู่ในบ้านต่อไป
  • ค่าเลี้ยงดู(Unterhalt)
  • สิทธิดูแลและเยี่ยมบุตร (Umgangsrecht/ Besuchsrecht)
  • อำนาจปกครองบุตร (Sorgerecht)